เข้าสู่ระบบ!!
หน้าแรก สินค้า เว็บบอร์ด เกี่ยวกับเรา บทความ วิธีการชําระเงิน ติดต่อเรา
ภาษาไทย
 
Mobile    
ค้นหา:
  รถเข็น
สถิติของเวบไซต์
 
 
เปิดเวบเมื่อ 02/07/2550
ปรับปรุงเวบเมื่อ 31/03/2563
ผู้ชมทั้งหมด
สินค้าทั้งหมด 5209
1000159000315
 

หมวดหมู่สินค้า/บริการ
 
ดัชนีราคา
รวมทุกหมวดหมู่ (5209)
 พระพุทธชินสีห์
พระศาสดา
 พระไพรีพินาศ
 พระนิรันตราย
 พระแก้วมรกต
 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์
 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส
 สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
 เนื้อทองคำ
 พระผง
 พระบูชา
 พระเครื่องสมเด็จพระวันรัต (จุนท์ )
 ในหลวง
 พระนางพญา
 หนังสือ
 พระประจำวันเกิด
 พระเครื่องของวัดอื่น ๆ
 พระพิฆเนษ
 จตุคามรามเทพ
 โบว์ชัวร์พระเครื่อง
 พระเกจิอาจารย์
 บาตรน้ำมนต์
 พระสมเด็จสุคโต
 พระแก้วมรกต
 พระโชว์
 พระสวยแชมป์ ติดรางวัลงานประกวดต่างๆ
 อ.เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์
 วัตถุมงคลคุ้มเกล้า พระกริ่งศิรากาศ
 เหรียญสนทนาธรรม
 เหรียญสมเด็จพระญาณสังวร
อุปกรณ์ กล้องส่องพระ
สิ่งมงคลสักการะ รุ่น ๑ ศตวรรษ พระสังฆราช
 พระสมเด็จอรหัง ปี 2519
 พระกริ่งอุดมสมบูรณ์ (กริ่งปุ้มปุ้ย)
 ศึกษาและสะสม
 พระกริ่งนิรันตราย - พระไพรีพินาศ
 เหรียญทรงผนวชทุกรุ่น
 พระกริ่ง ๗ รอบ สมเด็จพระญาณสังวร
 วัตถุมงคลรุ่น ๘๐ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวร
 พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ ปวเรศ ปี 2530
 พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ วัดตรีทศเทพ ปี 2530
 พระกริ่งโภคทรัพย์ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2535
 พระชินสีห์ ภปร. ทนฺโต เสฏฺโฐ (ผสมพระทนต์ในหลวง)
 พระนิรันตราย รุ่น สนง.ตำรวจแห่งชาติสร้าง
 วัตถุมงคล รุ่น ๕ รอบ สมเด็จพระญาณสังวร ปี ๒๕๑๖
 พระพุทธชินราช รุ่น รักแผ่นดินเกิด
 พระสมเด็จนางพญา สก. ๕ รอบ พระราชินี
 เหรียญบาตรน้ำมนต์ ปี 2523
 สมเด็จพระสังฆราช (วาสน์ วาสโน) พระองค์ที่ ๑๘
 พระพุทธชินราช รุ่นรักแผ่นดินเกิด
 พระกริ่งสุวัฑฒโน รุ่นแรก 2521
 พระกริ่งไพรีพินาศและกริ่งนวปทุม ปี ๒๕๓๕
 พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร รุ่นผ้าป่าสิงห์
 เหรียญหนึ่งในสยาม หลังสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ปี ๒๕๑
 เหรียญสมเด็จพระสังฆราช รุ่น 600 ปี วัดเจดีย์หลวง
 พระกริ่งวชิรมงกุฏ พ.ศ. 2511
 สิ่งมงคลสักการะ ชุด 99 พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวร
 พระกริ่งภูริทัตโต พ.ศ. ๒๕๒๐
 เหรียญสมเด็จพระญาณสังวร รุ่น ครบรอบ ๑ ปี การสภาปนา
 กริ่ง ๘ รอบ ๙๖ พรรษา สมเด็จพระญาณสังวรฯ
 พระกริ่งโสฬส มปร. วัดราชประดิษฐ พ.ศ.๒๕๑๕
 รูปเหมือนสมเด็จพระญาณสังวร ทุกต่างๆ
 พระกริ่งนิรันตราย วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2538
 พระกริ่งยอดแก้ว สมเด็จพระสังฆราช 92 พรรษา 2548
 วัตถุมงคลรุ่น ๘ รอบ ๙๖ พรรษา สมเด็จพระสังฆราช ๒๕๕๒
 เหรียญที่ระลึกครบ 1 ปี การสถาปนาฯ สมเด็จพระสังฆราช
 พระรูปเหมือน สมเด็จพระญาณสังวร รุ่นแรก ปี 2531
 พระกริ่งไพรีพินาศ รุ่นเขาค้อ พ.ศ. 2520
 เหรียญพระมหาชนก พิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก
 จองพระ
 เหรียญพระนเรศวรมหาราช
 พระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) วัดบวรนิเวศวิหาร
 

บริการของร้านค้า
 
หน้าแรก
สินค้า
เว็บบอร์ด
เกี่ยวกับเรา
บทความ
วิธีการชําระเงิน
ติดต่อเรา
แจ้งการชำระเงิน
 

จดหมายข่าว
 
กรุณาใส่อีเมล์ของท่าน เพื่อรับข่าวสารที่น่าสนใจ
 

เว็บลิงค์
 
พระสมเด็จศาสดา รุ่นแรก วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งปวเรศ รุ่นแรก วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งฉลองพระชนมายุครบ 7 รอบ 84 พรรษา สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
พระกริ่งไพรีพินาศ วัดบวรนิเวศวิหาร 2528
พระกริ่งพุทธนิมิตที่ระลึกรับสถาปนาเป็นสมเด็จพระวันรัต 5 ธันวาคม 2552
วิธีบูชาพระไพรีพินาศให้เกิดผล
ประวัติพระ ภปร. พ.ศ.2508 วัดบวรนิเวศวิหาร
พระกริ่งปวเรศ ปี 2530 วัดบวรนิเวศวิหาร
พระราชประวัติของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศ ลำดับที่ ๑
พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๒
พระประวัติสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๓
พระประวัติสมเด็จพระสังฆราช เจ้า กรมหลวงวชิรญาณววศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๔
ประวัติพระพรหมมุนี (ผิน สุวโจ) เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๕
พระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ลำดับที่ ๖
งานฉลองพระชันษา ๙๖ ปี สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๓ ตุลาคม ๒๕๕๒
พระปั้นหย่า พระตำหนักที่ในหลวงทรงประทับ ขณะทรงผนวช
พระตำหนักของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ประทับ ขณะดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร
ตำหนักบัญจบเบญจมา สถานที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์
ต้นสักที่ในหลวงทรงปลูกขณะทรงผนวช ปี ๒๔๙๙
 

Ẻͺ͹Ź
 
 







ช่วงนี้ Sever tarad.com ที่ร้านเราใช้บริการ กำลังอยู่ในช่วงการปรับปรุงครับ ฉะนั้น ช่วงนี้ อาจจะไม่ได้ Update รายการใหม่ ๆ
ต้องกราบขออภัยมา ณ ตรงนี้ 


        เพิ่มอีกช่องทางสำหรับการติดต่อกันครับ.... 1. ไลน์ ID : pm_petch  2. กลุ่ม Facebook  : พระเครื่องวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร
รายละเอียดสินค้า/บริการ
สินค้า/บริการ >> พระนางพญา >> พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว)

พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่
พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว)








  Tell a Friend
พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว) - คลิกที่นี่เพื่อดูรูปภาพใหญ่

พระไพรีพินาศนางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 35 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (เช่าบูชาไปแล้ว)

รหัสสินค้า: 003960
(เช่าบูชาไปแล้ว)
รายละเอียด:

        ชุดกรรมการ พระไพรีพินาศ นางพญา สก. ครบ ๕ รอบ ปี 2535 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ชุดกรรมการ 5 องค์ เงิน  2 เหรียญ  ทองทิพย์ และเนื้อผง 2 องค์ พร้อมกล่องกัมมะหยี่ เดิม ๆ .....หายากมากกก..

 

 

 
 

 

พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ รุ่นชัยชนะศึก เนื้อสัตตะโหละ พร้อมกล่องเดิม พระดี พิธีดี ราคาไม่แพง...

รหัสสินค้า: 003827
ราคา: 1,800.00 บาท
รายละเอียด:

  พระกริ่ง-พระชัยวัฒน์ไพรีพินาศ รุ่นชัยชนะศึก เนื้อสัตตะโลหะ  เลขสวย No.๓๙๗ หมายเลขหลักร้อยครับ... สร้างปี พ.ศ.2546 พร้อมกล่องเดิม พระดี พิธียิ่งใหญ่ อลังการ สำหรับท่านที่กำลังมองหา พระดี เนื้อหาดี เจตนาดี แต่ราคาไม่แพง ต้องรุ่นนี้เท่านั้น ครับ

 
 
 
 
 
 
พิธีมหาพุทธาภิเษก 


 

   พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปศิลาขนาดย่อม มีขนาดหน้าพระเพลา๓๓ เซนติเมตร เป็นพระพุทธรูปแบบธยานิพุทธเจ้า ปางประทานพร สมัยศรีวิชัย แต่นักสังเกตบางคนสงสัยว่า “พระพุทธรูป สมัยศรีวิชัย มีเพียงเกตุมาลา เป็นจอมคล้ายสมัยทราวดีเป็นพื้น” พระพุทธรูปองค์นี้ มีผู้นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เมื่อยังทรงผนวชอยู่ ราว พ.ศ.๒๓๙๑ ได้ถวายพระนามว่า “พระไพรีพินาศ”

      ซุ้มเก๋ง ด้านเหนือแห่งพระเจดีย์นั้น เป็นที่ประดิษฐานพระไพรีพินาศ ในการบูรณปฏิสังขรณ์ปีพุทธศักราช ๒๕๐๗-๘ นี้ ทำประตูเหล็ก ๒ ชั้น ช่องหน้าต่างใส่เหล็กทั้งสองข้าง ฝาผนังปิดโมเสก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ปิดทองพระไพรีพินาศ ในวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๐๘ ด้วย

  ในหนังสือตำนานวัดมีกล่าวว่า “พระไพรีพินาศ ใคร่ครวญตามพระนามน่าจะได้เชิญประดิษฐานไว้ในเก๋งน้อยที่สร้างใหม่ ณ ทักษิณชั้นบนแห่งพระเจดีย์ในครั้งนั้น เว้นไว้แต่จักได้ประดิษฐานไว้แล้วในครั้งยังทรงผนวชเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๑ ที่เป็นคราวสิ้นเสี้ยนศัตรู ครั้งแรก”

พระไพรีพินาศ ในสาสน์สมเด็จ
เล่ม ๒ หน้า ๘๕-๙๐-๑๑๖

     สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทูลสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ว่า สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ตั้งปัญหาถามกระหม่อมว่า พระไพรีพินาศนั้น เป็นพระอะไร มาแต่ไหน ทำไมจึงมาอยู่วัดบวรนิเวศ เหตุใดจึงชื่อว่า ไพรีพินาศ เกล้ากระหม่อมหงายท้อง ไม่สามารถตอบได้ อยากรู้เหมือนกัน เคยทูลถามฝ่าพระบาทก็ไม่ทรงทราบเหมือนกัน หันไปหันมาเห็นกรมหมื่นพงศา จึงลองเข้าจดทูลถามดู ตรัสบอกว่า ใครก็ทรงจำชื่อไม่ได้เสียแล้ว เป็นผู้นำมาถวายทูลกระหม่อมเมื่อยังทรงผนวชอยู่ เป็นเวลาติดต่อกับที่หม่อมไกรสรถูกสำเร็จโทษ จึงโปรดตั้งพระนามว่า "พระไพรีพินาศ”

พระไพรีพินาศเจีดย์ เป็นพระเจดีย์ศิลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น บรรจุพระพุทธวจนะ ประดิษฐานอยู่ในคูหาภายในพระเจดีย์ใหญ่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ ระหว่างการบูรณะพระเจดีย์ใหญ่ได้เปิดองค์พระไพรีพินาศเจดีย์ดู พบกระดาษสีขาว มีตราแดง ๒ ดวง มีอักษรเขียนว่า "พระสถูปเจดียสิลาบัลลังองค์ จงมีนามว่า พระไพรีพินาศเจดียเทิญ" อีกหน้าหนึ่งเขียนว่า "เพระตั้งแต่ทำแล้วมา คนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ"

คาถาบูชาพระไพรีพินาศ
อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ สุจิรํ ปรินิพฺพุโต
คุเณหิ ธรมาโนทานิ ปารมีหิ จ ทิสฺสติ
ยาวชีวํ อหํ พุทธํ ธมฺมํ สงฺฆํ สรณํ คโต
ปูเชมิ รตนตฺตยํ ธมฺมํ จรามิ โสตฺถินา.

 

 


   
      พระเจดีย์ใหญ วัดบวรนิเวศวิหารก่อพระฤกษ์เมื่อเดือน ๑๐ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีเถาะ ตรีศก จ.ศ.๑๑๙๓ (วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน พุทธศักราช ๒๓๗๔) ในสมัยรัชกาลที่๓ และใช้เวลาก่อสร้างต่อมาจนถึงสมัยรัชกาลที่๔ องค์พระเจดีย์มีสัณฐานกลม มีคูหาภายในเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ มีทักษิณ ๒ ชั้นเป็นสี่เหลี่ยม ที่องค์พระเจดีย์มีซุ้มเป็นทางเข้าสู่คูหา ๔ ซุ้ม กลางคูหาพระเจดีย์ประดิษฐานพระเจดีย์กาไหล่ทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และมีพระเจดีย์องค์ประดิษฐานอยู่โดยรอบพระเจดีย์กาไหล่ทองอีก ๔ องค์ คือ ด้านตะวันตก พระไพรีพินาศเจดีย์ ด้านใต้ พระเจดีย์บรมราชานุสรณ์พระชนมพรรษา ๕ รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ด้านตะวันออก เป็นพระเจดีย์ไม้ปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ ด้านตะวันตก พระเจดีย์โลหะปิดทอง ไม่ปรากฏประวัติ
     

      บนทักษิณชั้นที่ ๑ ประดิษฐานเทวรูป ๑ องค์ คือ ด้านทิศเหนือ พระพรหม พระวิสสุกรรม ด้านทิศใต้ พระนารายณ์ พระศิวะ ด้านทิศตะวันตก พระปัญจสิขะ พระประคนธรรพและมีเก๋งประจำทิศ
      บนทักษิณชั้นที่ ๒ มีซุ้มปรางค์ประจำทิศ และนพลานทักษิณชั้นนี้ ด้านทิศเหนือ ประดิษฐานเก๋งพระไพรีพินาศ ด้านทิศตะวันออก มีซุ้มปรางค์ประดิษฐานพระบรมรูปปั้นพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

   
 
 
 
 
     
 
คลิ้กที่จุด 360 เพื่อเลือกจุดชมภาพ Virtual Reality
Download โปรแกรม Java Virtural Machine

ถ้าไม่สามารถดูภาพเสมือนจริง คลิก
 
     
 
 
 
     
   
พระบรมรูปรัชกาลที่ ๔
หน้าพระเจดีย์ใหญ
ซุ้มปรางค์มุมพระเจดีย์ใหญ
   
 
     
พระไพรีพินาศเจดีย
พระไพรีพินาศ
พระเจดีย์กาไหล่ทอง
   
 
 
     
 
   
 
      รูปสัตว์ เหนือซุ้มประจำทิศของพระเจดีย์ใหญ่ หมายถึง ดินแดนรอบราชอาณาจักรไทย คือ ม้า = พม่า, นก = โยนก, ช้าง = ล้านช้าง และสิงห์ = สิงคโปร์
       
 
   
 
เทวรูปประจำทิศ ๖ องค์
     
 
       
ทางเข้าสู่คูหาภายในพระเจดีย์ใหญ
พระพรหม เทวรูปประจำทิศเหนือ
รูปตุ๊กตาจีนบริเวณพระเจดีย์ใหญ่
 


พระไพรีพินาศจำลอง ด้านหน้าพระเจดีย์พุทธศาสนิกชนทั่วไปสามารถจุดธูปเทียนไหว้พระได้ ณ จุดนี้
 

 

      

      พระเจดีย์กาไหล่ทอง ฐานศิลาสลักเรื่องปฐมสมโพธิ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สร้างเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๖(จ.ศ.๑๒๐๖) ในรัชกาลที่๓ ประดิษฐานอยู่ภายในคูหาพระเจดีย์ใหญ่ วัดบวรนิเวศวิหาร

      ฐานพระเจดีย์กาไหล่ทอง เป็นแท่นสี่เหลี่ยมประกอบศิลาสลักภาพพุทธประวัติ ปางประสูติ ตรัสรู้ แสดงธรรมจักร และปรินิพพาน ด้านละปาง มีอักษรจารึก พระวาจา พระอุทาน และพระพุทธวจนะ

      พระไพรีพินาศเจดีย เป็นพระเจดีย์ศิลา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น บรรจุพระพุทธวจนะ ประดิษฐานอยู่ในคูหาภายในพระเจดีย์ใหญ่วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ ระหว่างการซ่อมแซมพระเจดีย์ใหญ่ได้เปิดองค์พระไพรีพินาศเจดีย์ดู พบกระดาษสีขาว มีตราแดง ๒ ดวง มีอักษรเขียนไว้ว่า “พระสถูปเจดียสิลาบัลลังองค์ จงมีนามว่าพระไพรีพินาศเจดียเทิญ” อีกหน้าหนึ่งเขียนว่า “เพราะตั้งแต่ทำแล้วมาคนไพรีก็วุ่นวายยับเยินไปโดยลำดับ”

      พระเจดีย์กาไหล่ทอง ประดิษฐานอยู่ด้านทิศใต้ เป็นพระเจดีย์พระบรมราชานุสรณ์ พระชนมพรรษา ๕ รอบ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรรจุพระบรมสารีริกธาตุในวันปุริมพรรษา วันที่ ๑๑ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๓๐

      เจดีย์โลหะปิดทอง ที่อยู่ด้านเหนือและเจดีย์ไม้ปิดทอง ที่อยู่ด้านตะวันออก ไม่ปรากฏประวัติ

      พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปปางประทานพร สมัยศรีวิชัย ประดิษฐานอยู่ที่เก๋งบนทักษิณ ชั้นสองของพระเจดีย์ใหญ่ พระพุทธรูปองค์นี้ มีผู้นำมาถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อยังทรงพระผนวชอยู่ประมาณปีพุทธศักราช ๒๓๙๑ พระองค์ได้ถวายพระนามว่า พระไพรีพินาศ

      พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประดิษฐานอยู่ ณ ซุ้มปรางค์บนทักษิณชั้นบนของพระเจดีย์ ด้านทิศตะวันออก เป็นพระบรมรูปที่หล่อขึ้นใหม่ จำลองจากพระบรมรูปองค์เดิม ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ตำหนักเพ็ชร พระบรมรูปจำลององค์นี้ หม่อมเจ้าหญิงจงจิตถนอม ดิศกุล ทรงให้กรมศิลปากรหล่อ และอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ซุ้มปรางค์นี้ เมื่อวันที่ ๒๗ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๐๘

      รูปสัตว์ เหนือซุ้มประจำทิศของพระเจดีย์ใหญ่ หมายถึง ดินแดนรอบราชอาณาจักรไทย คือ ม้า = พม่า, นก = โยนก, ช้าง = ล้านช้าง และสิงห์ = สิงคโปร์

      เทวรูปประจำทิศ ๖ องค์ ที่ทักษิณชั้นล่างของพระเจดีย์ใหญ่ ทิศเหนือ พระพรหม พระวิสสุกรรม,ทิศใต้ พระนารายณ์ พระศิวะ และทิศตะวันตก พระปัญจสิกขะ พระประคนธรรพ

เหตุใดจึงชื่อ 'พระไพรีพินาศ' ?

 
 
 
 
 

         พระไพรีพินาศ เป็นพระพุทธรูปศิลาปิดทอง ศิลปะศรีวิชัย ปางประทานพร (คล้ายปางมารวิชัย เพียงแต่หงายพระหัตถ์ขวา)  ประวัติการสร้างไม่ปรากฏแน่ชัด ทราบแต่เพียงว่ามีผู้นำมาทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ตั้งแต่ครั้งทรงผนวชและประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร พระองค์ทรงเชื่อว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีอานุภาพกำจัดภัย ให้ผู้ที่คิดร้ายพ่ายแพ้พระบารมี

     เรื่องมีอยู่ว่า.. เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เสด็จออกผนวชเมื่อเจริญพระชนมายุครบตามเกณฑ์ ทรงผนวชได้เพียง 15 วัน ก็เกิดเหตุการณ์ผลัดแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนกนาถ รัชกาลที่ 2 เสด็จสวรรคตอย่างปัจจุบัน

      ตามกฎมณเฑียรบาลแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 (หรือ "เจ้าฟ้ามงกุฎ" ในขณะนั้น) ควรจะได้รับราชสมบัติต่อจากรัชกาลที่ 2 เพราะทรงเป็นพระราชโอรสที่มีพระราชสมภพจากพระอัครมเหสีของรัชกาลที่ 2 คือสมเด็จพระศรีสุริเยนทรามาตย์ มีฐานันดรศักดิ์เป็น "สมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า" จัดว่าเป็นอันดับสูงสุดในพระบรมวงศานุวงศ์ มีฐานะเป็นรัชทายาท และเวลานั้น ตำแหน่งวังหน้าซึ่งถือเป็นตำแหน่งรัชทายาทก็ยังว่างอยู่ ภายหลังจากที่กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์สิ้นพระชนม์ รัชกาลที่ 2 ก็มิได้ทรงตั้งวังหน้าขึ้นใหม่ตลอดรัชกาล แต่ราชสมบัติกลับมิได้ตกแก่เจ้าฟ้ามงกุฎตามที่กฏมณเฑียรบาลกำหนดไว้

        ในสมัยรัชกาลที่ 2 ผู้กำกับดูแลราชการต่างพระเนตรพระกรรณมีอยู่ 3 พระองค์ คือ วังหน้า กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ กำกับดูแลราชการแผ่นดินทั่วไป เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กำกับกรมวังและมหาดไทย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3) กำกับกรมพระคลังมหาสมบัติ ครั้นเมื่อวังหน้าสิ้นพระชนม์ กรมหลวงพิทักษ์มนตรีก็เข้ามากำกับดูแลแทน แต่อยู่ได้เพียง 5 ปี ก็สิ้นพระชนม์อีก จึงเหลือเพียงกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์พระองค์เดียว ที่กำกับดูแลราชการทั้งหลายทั้งปวง


 
 
        พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ครองสิริราชสมบัติอยู่ 27 พรรษา ก่อนที่จะเสด็จสวรรคตในปี พ.ศ. 2394
      ภาพขวา คือพระบรมรูปหล่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวประดิษฐานอยู่ที่ปราสาทพระเทพบิดร พระบรมมหาราชวัง
 

        เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ใกล้เสด็จสวรรคตนั้น ทรงพระประชวรจนตรัสไม่ได้ จึงมิได้ระบุว่าจะมอบราชสมบัติให้แก่ผู้ใด พระราชวงศ์และเสนาบดีทั้งหลาย จึงเห็นพ้องกันให้ทูลเชิญกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสองค์โตอันเกิดจากพระสนมของรัชกาลที่ 2 คือเจ้าจอมมารดาเรียม ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระราชบิดา เป็นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3)

       เจ้าฟ้ามงกุฎ แม้จะมีสิทธิโดยชอบธรรมด้วยเป็นพระราชโอรสองค์โตอันเกิดจากพระอัครมเหสี แต่ยังอ่อนวัยวุฒิ คุณวุฒิ รวมถึงอำนาจบารมีส่วนพระองค์ อีกทั้งถูกคุกคามจากพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายที่สนับสนุนกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ โดยเฉพาะจากกรมหลวงรักษณ์รณเรศ (พระองค์เจ้าไกรสร) ลวงให้เสด็จเข้าไปในพระบรมมหาราชวังและถูกควบคุมตัวไว้ที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งเมื่อกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ได้เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว พระองค์จึงได้รับการปล่อยตัวให้เสด็จกลับไปประทับที่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส ในปัจจุบัน) ดังเดิม ความปรากฏในโคลงลิลิตมหามกุฏราชคุณานุสรณ์ คัดมาโดยย่อว่า

    เขาเชิญไปวัดแก้ว มรกต อกอา
  พัก ณ พระอุโบสถ ต่างเฝ้า
  อ้างองค์พระทรงพรต พลุกพล่าน สมฤา
  อละหม่านแต่งทหารเข้า แวดล้อมวงรวัง

  ประทับขังอุโบสถสิ้น สัปตวาร พ่ออา
  ห่างมิตศิษย์บริพาร ผ่อนเฝ้า
  คึกคักแต่พนักงาน สนมนิเว สะรักษ์ฤา
  คอยพิทักษ์สมศักดิ์เจ้า พระฟ้าประดาผงม


            กรมหลวงรักษ์รณเรศ หรือพระองค์เจ้าไกรสรนี้ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ 1) อันเกิดกับเจ้าจอมมารดาน้อยแก้ว ต่อมาในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ได้รับการสถาปนาเป็นกรมหมื่นรักษ์รณเรศ และได้เลื่อนขึ้นเป็นกรมหลวงรักษ์รณเรศในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ด้วยเป็นเจ้านายพระองค์สำคัญที่มีความดีความชอบในการพรากราชสมบัติให้พลัดจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาตกแก่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว


     เมื่อเหตุการณ์ลงเอยเช่นนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือ "วชิรญาณภิกขุ" ในขณะนั้น ทรงรับรู้ถึงความไม่ปลอดภัยของพระองค์เอง จำต้องปลีกตัวหนีห่างจากกิจการที่เกี่ยวกับอาณาจักร จึงตัดสินพระทัยที่จะผนวชอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์ต่อไปไม่มีกำหนดเพื่อหลบราชภัย อย่างไรก็ตาม แม้พระองค์จะมิได้เสวยราชย์และดำรงอยู่ในเพศบรรพชิต ก็ยังถูกกรมหลวงรักษ์รณเรศ (พระองค์เจ้าไกรสร) คุกคามกลั่นแกล้งอยู่ตลอดเวลา

คราวหนึ่ง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ประชุมคณะพระมหาเถระผู้สอบในพระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออกทรงแปลทุกวัน ทรงพระปรีชาสามารถมาก แปลพักเดียวได้ตลอดประโยคไม่มีพลาดพลั้งให้มหาเถระต้องทักท้วงเลย วันแรกแปลคัมภีร์ธรรมบทประโยค 1-2-3 วันที่สองเสด็จเข้าแปลคัมภีร์มงคลทีปนีสำหรับประโยค 4 วันที่สาม เสด็จเข้าแปลคัมภีร์บาลีมุตสำหรับประโยค 5 ปรากฏว่ากรมหมื่นรักษ์รณเรศ (พระองค์เจ้าไกรสร) ซึ่งกำกับกรมธรรมการได้ถามพระพุทธโฆษาจารย์ (ฉิม) วัดโมฬีโลกซึ่งเป็นผู้สอบอยู่ด้วยว่า "นี่จะปล่อยกันไปถึงไหน" พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็น้อยพระหฤทัย ด้วยเจตนาจะสนองพระเดชพระคุณเฉลิมพระราชศรัทธา หาได้ปรารถนายศศักดิ์ลาภสักการะอย่างใดไม่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบความขุ่นหมองที่เกิดขึ้น ก็ทรงอนุญาตไม่ต้องแปลต่อไปอีก และพระราชทานพัดยศสำหรับเปรียญเอก 9 ประโยคให้ทรงถือเป็นสมณศักดิ์ต่อมา

           เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) นั้น ผู้คนนิยมนับถือพระองค์มาก จนเป็นเหตุให้เกิดคำพูดแสดงความสงสัยว่า ที่คนพอใจไปวัดสมอรายกันมากนั้น เพราะประสงค์จะยกย่องพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในทางการเมือง เพื่อระงับความสงสัยและข่าวลือต่าง ๆ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) จึงโปรดให้ทูลเชิญ "วชิรญาณภิกขุ" เสด็จมาอยู่เสียใกล้ ๆ พระองค์ ซึ่งประจวบเหมาะกับขณะนั้น วชิรญาณภิกขุเองก็ทรงมีฐานะเป็นพระราชาคณะแล้ว แต่ยังไม่ได้ทรงเป็นเจ้าอาวาสครองวัด เพียงแต่ประทับอยู่วัดสมอรายดำเนินกิจการทางสงฆ์ฝ่ายธรรมยุต จึงได้ทรงนิมนต์ให้เสด็จมาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อปีวอก พ.ศ. 2379


          ครั้นเสด็จมาประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ก็ทรงได้รับความเดือดร้อนรำคาญจากกรมหลวงรักษ์รณเรศ (พระองค์เจ้าไกรสร) มากขึ้น จนถึงหาเหตุให้สึกพระสุเมธมุนี พระอุปัชฌาย์ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แกล้งใส่บาตรพระธรรมยุตด้วยข้าวต้มให้ร้อนมือที่อุ้มบาตร และเบียดเบียนด้วยประการต่าง ๆ นา ๆ


        ในปลายแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) กรมหลวงรักษ์รณเรศต้องราชภัย เพราะความกำเริบเสิบสานและสำเร็จความใคร่บ่าวจนน้ำกามเคลื่อน  จึงถูกถอดเป็นไพร่เรียกว่า "หม่อมไกรสร" แล้วประหารชีวิตโดยทุบด้วยท่อนจันทน์  ผู้ทำหน้าที่ประหารเคยเป็นข้าในกรมของผู้ถูกประหาร จึงมือไม้สั่น ปรกติทุบทีเดียวก็ตายสนิท แต่นี่เจ้านายตัวจึงทุบพลาด เจ้านายก็เด็ดขาด ตะโกนสั่งจากถุงที่คลุมว่า ทุบใหม่ ไอ้นี่สอนไม่จำ..  ปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ความว่า..

           "...เพราะด้วยอ้ายพวกละคร ชักพาให้เสียคน จึงให้ตระลาการค้นหาความอื่นต่อไปให้ได้ความว่า กรมหลวงรักษรณเรศ ชำระความของราษฎรมิได้เป็นยุติธรรม ด้วยพวกละครรับสินบนทั้งฝ่ายโจทก์ฝ่ายจำเลย แล้วก็คงหักเอาชนะจงได้ แล้วเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูง ชั้นแต่ลอยกระทง ก็ไปลอยกรุงเก่าบ้าง เมืองนครเขื่อนขัณฑ์บ้าง เอาธรรมเนียมที่ในหลวงทรงลอย พวกละครห่มแพรสีทับทิมใส่แหวนเพ็ชรแทนหม่อมห้าม แลเกลี้ยกล่อมขุนนางและกองรามัญไว้เป็นพวกพ้องก็มาก ที่ผู้ใดไม่ฝากตัวก็พยาบาทไว้ ตั้งแต่เล่นละครเข้าแล้ว ก็ไม่ได้บรรทมอยู่ข้างในด้วยหม่อมห้ามเลย บรรทมอยู่แต่ที่เก๋งข้างท้องพระโรงด้วยพวกละคร จึงรับสั่งให้เอาพวกละครแยกย้ายกันไต่ถาม ได้ความสมกันว่า เป็นสวาทไม่ถึงชำเรา แต่เอามือเจ้าละครและมือท่านกำคุยหฐานด้วยกันทั้งสองฝ่าย ให้สำเร็จภาวะธาตุเคลื่อนพร้อมกัน เป็นแต่เท่านั้นแล้วโปรดให้ตระลาการถามกรมหลวงว่า เป็นเจ้าใหญ่นายโตเล่นการนี้สมควรอยู่แล้วหรือ กรมหลวงรักษรณเรศให้การว่า การที่ไม่อยู่กับลูกเมียนั้น ไม่เกี่ยวข้องแก่การแผ่นดิน ถามอีกข้อหนึ่งว่า เกลี้ยกล่อมเจ้านายขุนนางไว้เป็นพรรคพวกมาก จะคิดกบฏหรือ กรมหลวงให้การว่า ไม่ได้คิดกบฏ คิดอยู่ว่า ถ้าสิ้นแผ่นดินไป ก็ไม่ยอมเป็นข้าใคร..."

ข้อความในพระราชพงศาวดารกล่าวถึงกรมหลวงรักษ์รณเรศว่า ... แล้วยังมาคิดมักใหญ่ใฝ่สูงจะเป็นวังหน้าบ้าง เป็นเจ้าแผ่นดินบ้าง อย่าว่าแต่มนุษย์เขาจะยอมให้เป็นเลย แต่สัตว์เดียรฉานมันก็ไม่ยอมให้ตัวเป็นเจ้าแผ่นดิน..." 

จึงโปรดให้ถอดเสียจากกรมหลวง ให้เรียก "หม่อมไกรสร" ลงพระราชอาญาแล้ว ให้ไปสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ที่วัดปทุมคงคา เมื่อวันพุธ เดือนอ้าย แรมสามค่ำ (ตรงกับวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2391) อายุได้ 58 ปี

 
        พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์องค์ที่ 4 แห่งราชวงศ์จักรีทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ สวมพระมหาสังวาล ฉลองพระบาทเชิงงอนเครื่องทรงสำคัญสำหรับพระมหากษัตริย์

         เบื้องหลังอันเป็นที่มาของพระนามของพระพุทธรูปที่เรียกว่า "พระไพรีพินาศ" เพราะในระยะใกล้ ๆ กับเวลาที่หม่อมไกรสรจะถูกสำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์นี้เอง พระไพรีพินาศก็ได้เสด็จมาสู่พระบารมีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และท้ายที่สุด "ไพรี" ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็ได้พินาศลงด้วยประการฉะนี้ และอีกสามปีเศษถัดมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ในวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2394 ทรงอยู่ในราชสมบัติ 17 ปี


 

          ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงเฉลิมพระนามพระพุทธรูปนี้ว่า "พระไพรีพินาศ" โปรดให้สร้างเก๋งประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ที่พระมหาเจดีย์วัดบวรนิเวศวิหาร

 
 
 
นอกจาก "พระไพรีพินาศ" แล้ว ภายในพระมหาเจดีย์สีทอง ยังมีพระเจดีย์ศิลาองค์ย่อมประดิษฐานอยู่ มีนามพระราชทานคล้ายคลึงกันว่า "พระไพรีพินาศเจดีย์" พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว คงจักได้ทรงโปรดให้สถาปนาขึ้นไว้แต่ครั้งยังทรงพระผนวชและประทับอยู่ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร หรือไม่เช่นนั้น ก็คงจักทรงโปรดให้สถาปนาขึ้นเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นการใหญ่คราวหนึ่ง เรียกว่า งานผ่องพ้นไพรี

 
อ้างอิง -  ตำนานวัดบวรนิเวศวิหาร
  - พระเกียรติประวัติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของ ณัฐวุฒิ สุทธิสงคราม 
  และ ขจร สุขพานิช มหามกุฏราชวิทยาลัย 2492

              -//thaprajan.blogspot.com/2012/05/blog-post.html

 

 

 

ประวัติพระนางพญา


จากหลักฐานทางด้านประวัติศาสตร์พบว่า วัดนางพญาสร้างโดยกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา คือ พระวิสุทธิกตริย์ เป็นพระราชธิดา ท้าวศรี สุริโยทัย และเป็นพระมารดาขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ผู้สร้างวัดราชบูรณะ คือพระมหาธรรมราชา จากเหตุการณ์บ้านเมืองในขณะนั้นอยู่ในระ หว่างศึกสงครามถูกพม่ารุกราน จึงมีการสร้างพระเครื่องมอบให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารที่ออกรบ พระเครื่องรุ่นแรกๆจะมีรูปทรงและองค์พระไม่สวย งาม การทำแม่พิมพ์ก็ทำกันแบบรีบร้อน คือพิมพ์ได้ครั้งละ 3 องค์ แล้วนำไปตัดแยกออกด้วยตอก เนื่องจากในขณะนั้นเป็นช่วงของสงครามถูกพม่ารุกราน จึงทำกันอย่างรีบร้อนทำให้บางองค์ไม่ได้ตัดแบ่งแยกออกจากกันก็มี คือ ยังติดกันเป็นแผงสามองค์

หลังจากองค์สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศอิสรภาพ
เป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาแล้ว จึงหันมาพัฒนาวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วัดนางพญา วัดราชบูรณะที่พระราชบิดาและพระราชมารดาทรงสร้างและสร้าง พระเครื่องให้เป็นขวัญและกำลังใจแก่ทหารที่ออกรบอีกครั้ง ที่เหลือก็นำไปบรรจุไว้ในกรุวัดทั้งสามเพราะมีเขตขัณฑสีมาติดต่อกัน

  พระนางพญาที่สร้างขึ้นมี ๖ พิมพ์ด้วยกัน คือพิมพ์เข่าตรง พิมพ์เข่าโค้ง พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์เทวดา พิมพ์อกนูนใหญ่ พิมพ์อกนูนเล็ก
ยุคแรกสร้างโดยพระวิสุทธิกษัตริย์ รูปทรงองค์พระไม่สวยงามนัก ยุคที่สองสร้างโดยองค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช รูปทรงองค์พระสวยงามกว่ารุ่นแรกมาก พระนางพญาทั้งสองยุคนี้อายุการสร้างใกล้เคียงกัน มีพุทธคุณเหมือนกันคือเน้นหนักในเรื่องแคล้วคลาด อยู่ยงคงกระพัน โชคลาภ ค้าขายดี และเมตตามหา นิยมเป็นหลัก พิธีปลุกเสกใช้วิธีอัญเชิญเทพฯ เทวดา ฤาษี พระสงฆ์ผู้ทรงศีลและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในเมืองพิษณุโลกอันได้แก่หลวงพ่อพระพุทธชินราชเป็นต้น ปลุก เสกกันที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
  มีประสบการณ์เล่าต่อๆกันมาว่า ทหารขององค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ไปรบที่ไหนก็ประสบชัยชนะที่นั่น เป็นที่หวั่นเกรงแก่พม่าในขณะนั้น และอีกประสบการณ์หนึ่งคือเมื่อครั้งที่ทหารไทยไปรบในสงครามอินโดจีนมีชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อมามีนักสะสมพระเครื่องนำพระนางพญามาจัดเข้าชุด เบญจภาคี พุทธศิลป์ศิลปะอยุธยาประเภทเนื้อดินเผา ผสมมวลสารพระธาตุเหล็กไหล เหล็กน้ำพี้ โพรงเหล็กไหล พระธาตุสีขาวขุ่น พระธาตุสีชมพู ผงถ่าน ใบลาน เกสรดอกไม้ 108 ว่าน 108 น้ำมนต์ทิพย์ ดินมงคลตามที่ต่างๆ ทรายเงิน ทรายทอง และศาสตราวุธต่างๆ

  ความหมายของมวลสารที่นำมาผสมในพระสมเด็จนางพญามีดังนี้ 1. พระธาตุเหล็กไหล มีความสำคัญด้านคงกระพัน 2. เหล็กน้ำพี้ มีความสำคัญ ด้านแก้เคล็ดและความแข็งแกร่ง 3. โพรงเหล็กไหล มีความสำคัญด้านคงกระพัน แคล้วคลาด 4. พระธาตุสีขาวขุ่นและพระธาตุสีชมพู มีความสำคัญด้านสิริ มงคลและแก้อาถรรพ์ 5. ผงถ่านใบลาน มีความสำคัญด้านอยู่ยงคงกระพัน 6. เกสรดอกไม้ มีความสำคัญด้านเมตตามหานิยม 7. ว่าน 108 มีความสำคัญ ทางด้านแคล้วคลาดและคงกระพัน 8. น้ำมนต์ทิพย์ มีความสำคัญทางด้านแก้เคล็ดและแก้อาถรรพ์ 9. ดินมงคลตามที่ต่างๆ มีความสำคัญทางด้านสิริมงคล 10. ทรายเงินทรายทอง มีความสำคัญทางด้านโชคลาภและเงินทอง

ลักษณะพระสมเด็จนางพญามีดังนี้

ดูด้านข้างทั้งสามด้านจะต้องมีรอยตอกตัดองค์พระแยกออกจากกัน ด้านหลังบางองค์จะมีลายนิ้วมือของพระหรือครูบาอาจารย์ปรากฏอยู่ บางองค์ไม่มีลายนิ้ว มือปรากฏแต่อย่างไร แต่ก็สังเกตเม็ดผดปรากฏนูนขึ้นมาให้สัมผัสได้

สีขององค์พระมีดังนี้ คือ ๑. สีตับเป็ด ๒. สีดอกพิกุลแห้ง ๓. สีอิฐ ๔. สีแดง ๕. สีหัวไพลแห้ง
  ๖. สีขมิ้นชัน ๗. สีเขียวมะกอกดิบ ๘. สีเขียวครกหิน ๙. สีดำ ๑๐. ดอกจำปี ๑๑. สีเขียว

เนื้อพระนางพญาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ
  เนื้อละเอียดปนเนื้อหยาบ แก่ว่าน
  เนื้อหยาบ คล้ายพระผุ ไม่สวยงามน่าดูสักเท่าไหร่
  เนื้อแก่แร่ เนื้อพระชนิดนี้จะปรากฏมวลสารเม็ดใหญ่ๆโผล่ขึ้นมาให้เห็นชัดเจน
พระนางพญาที่สร้างขึ้นครั้งแรกจะมีรูปทรงไม่สวยงามน่าดูแต่อย่างใด
สร้างครั้งที่สองจึงมีรูปทรงสวยงามกว่าครั้งแรกมาก เพราะได้นำช่างหลวงมาช่วยแกะแม่พิมพ์

แม่พิมพ์ที่ใช้สำหรับพิมพ์พระนางพญา
การสร้างพระเครื่องแต่ละครั้งครูบาอาจารย์จะนิยมสร้าง 84.000 องค์เสมอ การจัดสร้างพระพิมพ์แต่ละครั้งจะมีแม่พิมพ์หลายอัน แม่พิมพ์แต่ละ อันพิมพ์ได้ครั้งละ 3 องค์ คือพิมพ์ออกมาติดกันสามองค์ แล้วนำมาตัดแยกออกด้วยตอก ส่วนต่างๆขององค์พระก็มีผิดเพี้ยนไปบ้าง แต่สภาพยังคงอยู่ดังเดิม พระพิมพ์เดียวกันบางครั้งก็คลาดเคลื่อนผิดเพี้ยนไปได้ สภาพของดินที่นำมาสร้างพระก็มีส่วนทำให้การพิมพ์พระคลาดเคลื่อนพระพิมพ์เดียวกันบ้างครั้งก็คลาด เคลื่อนผิดเพี้ยนไปได้ เนื่องจากขณะที่พิมพ์พระลงไปในแม่พิมพ์ใหม่ๆดินยังสดและชื้น แต่พอนำไปเผาก็มีการหดตัวตามธรรมชาติทำให้รูปทรงต่างๆขององค์ พระผิดเพี้ยนไป เช่น เบี้ยวไปบ้าง ยาวไปบ้าง งอบ้าง แอ่นไปบ้าง ขึ้นอยู่ที่อุณหภูมิของไฟที่เผา เซียนพระมักจะสรุปหาว่าผิดพิมพ์บ้าง พระเก๊บ้าง ขนาด เซียนยังลงความเห็นพระแท้พระจริงเป็นพระผิดพิมพ์ พระเก๊ ต่อไปภายหน้าพระแท้พระจริงก็จะหายไปจากวงการ คงเหลือไว้แต่พระนางพญาที่พระเกจิอา จารย์และเซียนสร้างขึ้นใหม่เท่านั้น แม้แต่พระนางพญารุ่นที่องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชสร้างแจกจ่ายแก่ทหารที่ออกรบ ปัจจุบันยังมีสภาพเดิมๆและดูใหม่ เซียนพระก็ยังมองเป็นพระผิดพิมพ์และพระเก๊ไปแล้ว คงต้องปล่อยให้พระนางพญาแท้แสดงความขลังและความศักดิ์สิทธิ์ออกมาให้พิสูจน์ความเก่าแก่ของท่าน เองแล้ว ของจริงของแท้แม้กาลเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ก็ยังคงดำรงความเป็นของแท้และของจริงอยู่อย่างนั้นตลอดไป ของใหม่หรือของเก่ามองดูด้วยตา เปล่าก็น่าจะรู้และดูออกแล้ว เซียนเป็นใครอายุเท่าไหร่ เกิดก่อนคุณกี่ปี มีความรู้มาจากไหนควรนำมาพิจารณาด้วย คนไม่เคยไปอเมริกาสามารถอธิบายลักษณะ เมือง LA จากการดูรูปถ่ายและฟังคำบอกเล่าของผู้อื่นได้ถูกต้องฉันใด การอธิบายลักษณะพระเครื่องเก่าแก่โดยไม่เคยเห็นมาก่อนก็มีได้ฉันนั้น ส่วนจะถูกต้อง หรือไม่คิดกันเอาเองก็แล้วกัน

พระกรุมี ๒ กลุ่มดังนี้
  กลุ่มที่ ๑ กลุ่มพระที่ถูกบรรจุไว้ในไหโบราณปั้นด้วยดินเผา สี่หู
  กลุ่มที่ ๒ กลุ่มพระที่อยู่นอกภาชนะหรือไหดินเผา
สภาพแวดล้อมมีอิทธิพลต่อสีและผิวของพระเครื่องอย่างมาก พระที่บรรจุในไหโบราณปั้นด้วยดินจะมีสีเขียวตากบหรือสีตับเป็ด ใกล้เคียงกับสีของพระผงสุพรรณ แต่การดูดซึมลึกลงไปในผิวมีน้อยมาก ทั้งนี้เกิดจากขบวนการของธรรมชาติ สภาพของพระเครื่องนางพญาที่บรรจุอยู่ในไหโบราณมีลักษณะสมบูรณ์คงสภาพเดิม คือไม่มีการชำรุดหรือแตกหักใดๆ ส่วนพระที่อยู่ภายนอกไหโบราณปั้นด้วยดิน จะถูกห่อหุ้มด้วยอิฐหินดินทรายและคราบใคร บางองค์จะปรากฏราดำ พระที่อยู่ ในความชื้นจะเกิดราดำ ตรงกันข้ามพระที่อยู่ในที่แห้งจะไม่มีราดำแต่อย่างไร โดยเฉพาะพระนางพญาที่ถูกนำไปแขวนสร้ายห้อยคอแล้วนานๆจะมีการแตกหักหรือ ไม่ก็สึกกร่อนจนแทบจะจำสภาพเดิมไม่ได้ก็มี
  นางหนูลูกสาวคนเล็กของปู่บุญคนเก่าคนแก่ที่อาศัยอยู่ใกล้วัดศรีมหาธาตุมาหลายชั่วอายุคนเล่าว่า ปู่บุญก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับแจกพระนางพญามาเก็บรัก ษาไว้เป็นไหๆเช่นกัน ก่อนที่ท่านจะเสียชีวิตท่านได้มอบไหบรรจุพระนางพญาให้แก่ลูกเขยสามีของพี่สาวชื่อ หมอบุญมี บุญไชยเดช ไปหมดแล้ว 

ปู่บุญท่านได้เขียนแนะนำวิธีดูพระกรุพระเก่าไว้ดังนี้ โดยเฉพาะพระนางพญา กรุวัดนางพญา จังหวัดพิษณุโลก
1. พระนางพญาแท้รุ่นที่พระวิสุทธิกษัตริย์สร้าง รูปทรงขององค์พระจะมีลักษณะแข็งๆ หมายถึงมีรายละเอียดไม่มากและไม่สวยงามอ่อนช้อย เพราะพิมพ์ จากแม่พิมพ์ที่แกะจากไม้ โดยช่างฝีมือระดับชาวบ้านยังไม่มีศิลปะในการแกะแม่พิมพ์ให้ดูสวยงามมากนัก รูปทรงขององค์พระนางพญารุ่นแรกๆจึงมีลักษณะแข็งๆไม่ สวยงาม

2. พระนางพญาที่บรรจุอยู่ในกรุหรือไหดินเผา ถึงจะมีอายุเก่าแก่เป็นร้อยปีพันปี ควรมีสภาพสมบูรณ์และคมชัดทั้งด้านหน้าด้านหลัง ไม่ควรสึกกร่อน ใดๆปรากฏ เพราะไม่เคยถูกใช้งานมาก่อน จะมีแต่คราบใครตลอดทั้งขี้กรุและราดำหรือเขียวตามธรรมชาติเท่านั้น

3. หากพบพระกรุหรือพระเก่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์ แต่ไม่มีคราบขี้กรุตลอดทั้งราดำหรือราเขียวๆปรากฏ ดูแล้วเหมือนกระเบื้องที่เพิ่งเอาออกจากเตาอบ ก็ให้รู้ไว้ว่านั่นเป็นพระใหม่ ไม่ใช่พระกรุหรือพระเก่าแน่นอน เป็นไปไม่ได้ที่พระกรุพระเก่ามีอายุเป็นร้อยปีพันปีจะไม่มีร่องลอยของคราบใครตลอดทั้งราดำหรือ ราเขียวปรากฏให้เห็นตามธรรมชาติ

4. พระนางพญาที่ผ่านการใช้งานมาแล้วควรจะมีสภาพสึกกร่อนทั้งด้านหน้าและด้านหลังคล้ายๆกัน หากพบว่าด้านหน้าสึกกร่อนจนแทบจำสภาพเดิมไม่ได้ แต่ด้านหลังยังอยู่ในสภาพดีมีลายนิ้วมือปรากฏนั่นแสดงว่าพระใหม่ไม่ใช่พระเก่าหรือพระกรุแน่นอน ในระหว่างการใช้งานด้านหลังย่อมถูไถไปมามากกว่าด้านหน้า ด้านหลังจึงควรจะมีการสึกกร่อนมากกว่าด้านหน้า เนื่องจากสมัยโบราณการแขวนสร้อยห้อยพระเครื่องจะนิยมถักด้วยลวดทองแดงเป็นตาข่ายไขว้ไปไขว้มา ยังไม่มี การใส่กรอบมิดชิดเหมือนสมัยปัจจุบัน

5. ดูความหนาแน่นของเนื้อพระ ถ้าเป็นพระเก่ามีอายุเป็นร้อยๆปีเนื้อดินหรือเนื้อปูนจะมีสภาพแน่นและแข็งแกร่งมากๆ หากมีมวลสารและส่วนผสมของผง ใบลานตลอดทั้งว่านและดอกไม้มากๆ เนื้อพระเครื่องจะมีสภาพพรุนเหมือนดินผุๆมองเห็นแร่ธาตุต่างๆได้ชัดเจน ส่วนที่เป็นผงใบลานตลอดทั้งว่านและดอกไม้ที่อยู่ ในองค์พระด่านนอกจะถูกเผาไม่เหลืออะไรไว้ให้เห็นนอกจากรูพรุนๆ บางองค์หักดูจะเห็นร่องรอยของเถ้าถ่านผงใบลานตลอดทั้งว่านและดอกไม้ ฝังอยู่ในเนื้อพระ เครื่องก็มี
หากใครจะนำพระเก่าหรือพระกรุที่มีสภาพสมบูรณ์คมชัดไปให้เซียนดู ก็ขอให้ทำใจไว้ล่วงหน้าเมื่อได้ยินเซียนท่านบอกว่าพระของคุณเป็นพระใหม่ไม่ถูกพิมพ์ ไม่ทราบเหมือนกันว่าไม่ถูกพิมพ์ของเซียนหรือว่าไม่ถูกพิมพ์ของวัดนางพญากันแน่ ส่วนมากเซียนท่านคุ้นเคยคุ้นตากับพระเครื่องที่มีสภาพสึกกร่อน พอมาเจอพระเครื่อง ที่คุณนำไปให้ดูมีสภาพคมชัดสมบูรณ์ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ท่านก็เลยสรุปว่าพระที่คุณนำไปให้ดูเป็นพระใหม่บ้าง พระไม่ถูกพิมพ์บ้าง พระเก๊บ้าง

6. พระนางพญารุ่นที่องค์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชจัดสร้าง ช่างหลวงเป็นผู้ออกแบบและแกะแม่พิมพ์ พระนางพญายุคที่องค์สมเด็จพระนเรศวรเป็นผู้สร้าง จึงมีรูปทรงองค์พระสวยงามอ่อนช้อย ความแน่นหนาของเนื้อดินและส่วนผสมที่นำมาสร้างไม่แน่นหนาและแข็งแกร่งเหมือนพระนางพญายุคที่พระวิสุทธิกษัตริย์สร้าง หากนำมาเทียบกันจะเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน

นโยบายของเว็บไซต์ (Merchant Policy)
วิธีการชำระเงิน (Payment Method) อ่านทั้งหมด
• โอนเงินผ่านธนาคาร  
• ชำระผ่าน Paysbuy, Paypal
การส่งสินค้า (Shipping information)
๑. ภายในกรุงเทพฯ สามารถรับของได้ภายใน ๑-๓ วันทำการฯ จัดส่งทางไปรษณีย์ โดย EMS ๒. ต่างจังหวัดได้รับของภายใน ๓-๔ วัน ทำการ จัดส่งทางไปรษณีย์ EMS ๓. มารับด้วยตนเอง ที่บางลำพู กรุณาโทรนัดหมายล่วงหน้าก่อน ดูตัวอย่างสลิปการส่งของได้ที่ http://www.udommongkol.com/webboard-th-21645-1044932-บิลส่งของรายการต่างๆ+ของเว็บอุดมมงคล.html
รายละเอียดบริษัท (Company Detail)
ร้าน อุดมมงคล พระเครื่อง (ซอยบ้านพานถม หน้าวัดบวรนิเวศ ติดกับ สนง.แม่กองธรรม)
เลขที่ 295 ซอยบ้านพานถม (หน้าวัดบวรนิเวศ หน้าวัดบวรนิเวศ ติดกับ สนง.แม่กองธรรม) บางลำพู พระนคร กรุงเทพฯ 10200
ร้านอุดมมงคล พระเครื่อง... อ่านทั้งหมด
นโยบายการคืนสินค้า (Return Policy)
รับประกันสินค้าตลอดอายุ หากไม่แท้ หรือเก๊ ยินดีคืนยืนให้ในราคาตลาดใน ณ ตอนนั้น
เวลาให้บริการ (Business Hour)
รับการสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์ 24 ชั่วโมง  (หากอยู่หน้าจอจะตอบกลับทันที) หรือ โทรสอบถามเพิ่มเติมได้ในเวลา จันทร์ - ศุกร์ ช่วงเวลา 11.00 - 16.00 น  เสาร์ - อาทิตย์ ช่วงเวลา 11.00 - 16.00 น ตอบอีเมล์ทุกๆ วันภายใน 24 ชั่วโมง หากต้องการมาชมพระเครื่องและรายการอื่น ๆ กรุณานัดหมายล่วงหน้า 1 วันนะครับ....  
การรักษาข้อมูล (Privacy Policy)
ทางเว็บไซต์ยึดถือปฏิบัติตามนโยบายรักษาความลับส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัดในการรับข้อมูลส่วนตัวของท่านผ่านทางเว็ปไซต์
หน้าแรก  |  สินค้า  |  เว็บบอร์ด  |  เกี่ยวกับเรา  |  บทความ  |  วิธีการชําระเงิน  |  ติดต่อเรา  |  Sitemap
© 2001- . TARAD.com. All Rights Reserved.
//